“โค้ชต้อง” ต้องเกียรติ สิงหเสนี หวังประสบความสำเร็จซ้ำรอย ช้าง ไทยแลนด์ สแลมเมอร์ส แชมป์ ABL 2011

Home / ABL / “โค้ชต้อง” ต้องเกียรติ สิงหเสนี หวังประสบความสำเร็จซ้ำรอย ช้าง ไทยแลนด์ สแลมเมอร์ส แชมป์ ABL 2011

จัสติน บราวน์ลี ปล่อยลูกยิงสามแต้มออกไปหวังตีเสมอในช่วงท้ายเกมที่สองของรอบชิงชนะเลิศรายการ ASEAN Basketball League เป็นจุดเดียวกับที่เขายิงลงในเกมแรกที่ทำให้ทีม Alab Pilipinas ไล่ทำแต้มมาจนเข้าช่วงต่อเวลา และ ชนะในเกมแรกของรอบชิงชนะเลิศ

แต่ครั้งนี้ ลูกยิงของบราวน์ลีแรงเกินไป และ ทันทีที่สิ้นเสียงนกหวีด ผู้เล่นที่ม้านั่งของทีมโมโน แวมไพร์ ต่างก็กรูกันวิ่งเฮไปฉลองชัยชนะกลางสนาม ผู้ช่วยโค้ช ต้องเกียรติ สิงหเสนี เดินตามลูกทีมไปแสดงความยินดีพร้อมกับรอยยิ้มที่แสดงความพึงพอใจในชัยชนะครั้งนี้

“ผู้เล่นทีมเราทุกคนกระหายที่จะชนะในเกมนี้มาก และ พวกเขาก็ทำได้ดี” โค้ชต้องเกียรติกล่าวหลังเกม “ในเกมแรกที่แพ้ ในช่วงไคลแม็กซ์ ของเกม สต๊าฟโค้ชทำได้ดีที่สุด แต่เป็นเรื่องของความผิดพลาดเพียงเล็กๆ น้อยๆ เป็นธรรมดา”

“เกมที่สองนี้ ก็เหมือนๆ เกมแรกนั่นแหละ” โค้ชต้อง กล่าวต่อ “ออกหัว หรือ ออกก้อย ได้หมด”

ไม่นานนัก หลังจากที่คว้าชัยมาได้ ทั้ง “บิ๊ก” ธีรวัฒน์ จันทะจร และ “สิงห์” ชนะชนม์ กล้าหาญ ที่เล่นได้ดีในเกมสองทั้งสองคน ก็เอาธงชาติไทย และ ธงประจำทีม โมโน แวมไพร์ มาโบกสะบัด แสดงความภาคภูมิใจในความสำเร็จครั้งนี้ออกมาอย่างเต็มที่

ทั้งคู่ต่างก็รู้ว่ารอบชิงชนะเลิศของ ABL ยังไม่จบ และ ต้องสู้ต่อกันอีกอย่างน้อยๆ ก็สองเกม แต่การที่ทีมบาสจากไทย สามารถบุกเข้ามาเอาชนะทีมจากฟิลิปปินส์ได้อย่างสูสีคาบ้าน ก็ควรจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีพอที่จะแสดงความดีใจออกมาอย่างออกหน้าออกตาบ้าง

สำหรับโค้ชต้องเกียรติแล้ว การที่ได้เห็นลูกทีมของตัวเองมาฉลองชัยกันอย่างสะใจในถิ่นฟิลิปปินส์แบบนี้ น่าจะทำให้หวนระลึกถึงเหตุการณ์ที่คล้ายๆ กันสำหรับเขา เมื่อ 7 ปีก่อน


ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ปี 2011 ทีม ช้าง ไทยแลนด์ สแลมเมอร์ส สามารถเอาชนะ แชมป์เก่าของ ABL ทีม แอร์เอเชีย ฟิลิปปินส์ แพตทริออตส์ ได้ที่สนาม ฟิลสปอร์ตอารีน่า ในเกมที่สองของรอบชิงชนะเลิศ ทำให้สามารถล้มแชมป์เก่าลงไปได้ และ ทำให้เป็นทีมจากประเทศไทยทีมแรกที่ได้แชมป์รายการ ASEAN Basketball League อีกด้วย

ทีมช้าง ไทยแลนด์ สแลมเมอร์ส ปีนั้น มีรายชื่อผู้เล่นที่คุ้นเคย ทั้ง เจสัน ดิ๊กสัน, ฟรอยลัน บาเกียน, “นพ” อรรถพร เลิศมาลัยภรณ์… และ หัวหน้าโค้ชของทีมชุดนั้น ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น “โค้ชต้อง” ต้องเกียรติ สิงหเสนี นั่นเอง

“ใช่ ผมเคยทำทีมคว้าแชมป์ ABL มาแล้วครั้งหนึ่ง” โค้ชต้อง พูดด้วยความภูมิใจ “แต่ไม่ว่าจะเป็นทีมไหน ไม่ว่าผมจะมีส่วนหรือไม่มี ก็ยินดีกับทุกทีมจากไทยทั้งนั้น”

“ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดเหมือนกันนะ ว่าจะไปถึงตรงนั้น” โค้ชต้องกล่าวถึงทีมแชมป์ชุดนั้น “แต่มันก็ผ่านเข้าไปเรื่อยๆ ทีมเราอยู่นอกสายตา พวกตัว [Heritage Import] ก็ไม่ได้ดีขนาดนั้นหรอก แต่ก็ผ่านเข้าไปเรื่อยๆ ส่วนที่สำคัญที่สุด คือ นักกีฬาเล่นแล้วสบายใจ ไม่กดดัน เลยได้รีแล็กซ์”

“เทียบกับปีแรกๆ แล้ว ความแข็งของผู้เล่นแต่ละทีม ยังไม่เท่าตอนนี้นะ” โค้ชต้อง เสริมต่อ

ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ผู้เล่นที่เคยผ่านเวที NBA มาแล้วอย่าง เรนัลโด บัลก์แมน หรือ แม้แต่สตาร์อย่าง ไมค์ ซิงเกิลแทรี่ และ จัสติน บราวน์ลี แม้แต่ระดับของ Heritage Import อย่าง เจสัน บริกแมน เองก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่า ลีกก้าวพัฒนามาไกลพอสมควร และเมื่อระดับดีกรีของนักกีฬาในแต่ละทีมสูงขึ้น ระดับการเล่นของแต่ละทีมก็มีคุณภาพสูงตามๆ กันไป

ในรอบชิงปี 2011 นั้น ช้าง ไทยแลนด์ สแลมเมอร์ส ชนะไปได้สองเกม เกมแรกจบลงด้วยสกอร์ 66-58 ในขณะที่ เกมสองจบลงด้วยสกอร์ 75-68

แค่เพียงในเกมหนึ่งของรอบชิงปีนี้ กมเดียวก็สามารถทำแต้มรวมแซงรอบชิงปี 2011 ทั้งสองเกมได้แล้วด้วยซ้ำ และยิ่งกว่านั้น หลังจากที่แข่งกันมาสองเกมในรอบชิงปีนี้ ทั้งสองทีมสามารถทำแต้มได้เกิน 100 แต้มทุกเกม

ยิ่งอะไรต่ออะไรพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่อง กระแสความสนใจของแฟนๆ ก็เพิ่มขึ้นตามมาอีกด้วย

“ผมรู้สึกว่าแต่ก่อน ฟิลิปปินส์ เขาไม่ได้ให้ความสนใจกับ ABL มากเท่าฤดูกาลนี้” โค้ชต้องกล่าว “แต่ก่อน กองเชียร์ก็ว่าเสียงดังแล้ว แต่ปีนี้ดังกว่านั้นอีกมาก”

ช่วงที่มาอยู่ที่ฟิลิปปินส์สำหรับรอบชิงเกมที่ 1 และ เกมที่ 2 โค้ชต้องเล่าให้ฟังว่าเขาเห็นข่าวกับเกี่ยว ABL ในโทรทัศน์ หรือ ใน Social Media มากขึ้น เช่นเดียวกันกับที่ไทย ที่มีกระแสความสนใจในตัวลีก และ การแข่งขันรอบชิงเพื่อตามลุ้นตามเชียร์ทีม โมโน แวมไพร์ เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


แน่นอนว่า เมื่อมีการพัฒนาเรื่องคุณภาพการเล่นของทีม และ กระแสความสนใจของคนดี พัฒนาการของผู้เล่น Local ก็ตามมาด้วยเช่นเดียวกัน

ตั้งแต่โค้ชต้องคุมทีม ช้าง ไทยแลนด์ สแลมเมอร์ส จนได้แชมป์เมื่อปี 2011 นั้น กระแสความสนใจในกีฬาบาสเกตบอลของไทยก็บูมขึ้นมาเรื่อยๆ และเป็นตัวจุดประกายให้ลีกภายในประเทศมีการเอาผู้เล่นต่างชาติเข้ามาเสริมทีมอีกด้วย

“แต่ก่อนเราไม่เคยมี พวกผู้เล่นต่างชาติมาเล่นในลีก แต่พอมีบ่อยๆ การพัฒนากล้ามเนื้อและสปีด เลยพัฒนาตามเขาด้วย” โค้ชต้องบอก “สิ่งที่เห็นก็คือ ผู้เล่นคนไทยไม่กลัวต่างชาติแล้ว อาจจะยังตามไม่ทันทางด้านร่างกาย แต่ไม่กลัวที่จะเล่นด้วยแล้ว”

“มีผู้เล่นหลายคนที่พัฒนาขึ้นมาช่วงนี้นะ ทั้ง บิ๊ก [ธีรวัฒน์] หรือ เป้ [ชิตชัย]” โค้ชต้องกล่าวถึงลูกทีมอย่างภูมิใจ “แต่คนที่พัฒนาจนเห็นได้เด่นชัดต่างจากแต่ก่อน คือ ปาล์ม [ดรงค์พันธุ์ อภิรมย์วิไลชัย]”

ในซีรี่ย์ รอบชิงนี้ ปาล์ม กำลังฟอร์มฮอต ด้วยการทำสกอร์ 13.0 แต้มต่อเกม 4.0 รีบาวด์ต่อเกม และ 3.0 แอสสิสต์ต่อเกม อีกทั้งยังเป็นมือแม่นของทีม ยิงลง 4 ครั้งจาก 6 ครั้งในระยะสามแต้มอีกด้วย

“แต่ก่อนเขาเคยเล่นให้ผมกับทีม สแลมเมอร์ส [ปี 2012] และผมก็ได้เห็นเขาเล่นกับสโมสรอื่นๆ มาตลอด” โค้ชต้องกล่าวถึงปีกตัวจริงประจำทีม “เรื่องการชู๊ต เรื่องการประสบการณ์ เขายังไม่เคยละเอียดเท่านี้มาก่อน ต้องยอมรับว่าเขาเข้ามาทดแทนในตำแหน่งของ เจโอ รัชเดช เครือทิวา ได้ดี สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้สำหรับเขาคือเรื่องการป้องกันที่เป็นจุดขายของเขามาตลอด อีกทั้งเรื่องการต่อเกมกับตัว Import อีกด้วย”


แม้ว่าชัยชนะในเกมที่สองของรอบชิงปี 2018 ที่ฟิลิปปินส์ครั้งนี้ จะไม่ใช่ชัยชนะที่คว้าแชมป์ให้กับทีมได้ทันที เหมือนในปี 2011 แต่มันก็เป็นชัยชนะที่สำคัญไม่แพ้กัน คราวนี้ โมโน แวมไพร์ จะได้กลับมาเล่นรอบชิงต่อในบ้านของตัวเองสองเกมติดต่อกัน คือ เกมที่ 3 และ เกมที่ 4

ความเจ็บที่แพ้ในเกมแรกอย่างน่าเสียดาย ก็ยังน่าจะคาใจไม่น้อย แต่ก็สำหรับโค้ชต้องและทีม โมโน แวมไพร์ แล้ว เขาอาจจะย้อนมองกลับไปสองฤดูกาลที่ผ่านมาก็ได้ ว่า ทีมที่คว้าแชมป์ไปได้ในที่สุด ต่างก็แพ้เกมแรกในรอบไฟนอล เช่นนเดียวกัน

สำหรับโค้ชต้องแล้ว เขาคว้าแชมป์ ABL มาแล้วครั้งหนึ่ง และ ตอนนี้ ก็ได้แต่หวังว่าจะสามารถคว้าแชมป์อีกครั้ง ร่วมกับทีม โมโน แวมไพร์ ให้ได้