ฝันร้ายในการประกบ “เครามรณะ” James Harden

Home / NBA Basketball / ฝันร้ายในการประกบ “เครามรณะ” James Harden

เวลาที่ ผู้เชี่ยวชาญด้านเกมรับอย่าง ลุค เอ็มบา อามูเต้ และ พีเจ ทักเกอร์ ของ ฮุสตัน รอกเกตส์เห็น เพื่อนร่วมทีมเจมส์ ฮาร์เดน เลี้ยงบอลดูเชิงผู้เล่นฝั่งตรงข้าม ราวกับ “เจ้าป่า” ที่กำลังจ้องมองเหยื่อ เขาก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า

“ถ้าเราอยู่คนละทีมกับหมอนี่ เราจะป้องกันยังไงดี”

บทความนี้ แปล และ เรียบเรียงจาก SB Nation ซึ่งเป็นบทความที่เขียนโดย Tim Cato

ทั้ง ทักเกอร์ และ เอ็มบา อามูเต้ ต่างก็มีชื่อเป็นตัวป้องกันมาตลอดอาชีพการเล่น และ ก่อนที่จะย้ายมาร่วมทีมกันนั้น ก็เคยต้องประกบกับฮาร์เดนมาบ้าง และก็ได้ผลออกมาหลากหลายรูปแบบ ที่น่าสนใจคือ เมื่อทั้งสองคนได้มาร่วมทีมกับ ฮาร์เดน นั้น มันได้เปิดทัศนะเพิ่มขึ้นอีกระดับถึงความสุดยอดของเกมบุกที่ฮาร์เดนเป็นผู้สร้างให้กับทีม

“ต้องยอมรับว่าชั้นเชิงของเขาเยอะมาก” ทักเกอร์กล่าว “เขารู้มุมหมดทุกอย่าง เขารู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะได้ฟาวล์ เขายิงแม่น เขาเลี้ยคล่อง เขาจ่ายบอลดีมาก”

“พูดง่ายๆ สั้นๆ เลยนะ เขาทำได้หมดเลยแหละ”

ปีนี้ เป็นปีแรกที่ ฮาร์เดน ได้แชมป์การทำแต้มของลีก และ คาดการณ์กันไว้ว่า เขาน่าจะได้รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าเช่นกัน ตั้งแต่เขาเข้ามาร่วมทีมรอกเกตส์ในปี 2012 นั้น ทั่วทั้งลีกยังไม่มีใครที่สามารถทำแต้มได้มากกว่าเขาเลยแม้แต่คนเดียว แล้วพอได้มองมาที่เกมบุกที่ครบเครื่องของเขา ก็ไม่แปลกใจว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น

ความลำบากของการประกบฮาร์เดนอย่างแรกเลยคือ คุณแทบจะคาดการณ์อะไรเหมือนการป้องกันในรูปแบบปกติไม่ได้เลย ไม่มีรูปแบบการป้องกันแบบไหน ที่จะได้ผลอย่างต่อเนื่อง หรือ ได้ผลอย่างแน่นอน มีโค้ชของทีมสายตะวันตกทีมหนึ่งกล่าวอย่างติดตลกว่าการป้องกันฮาร์เดนที่ดีที่สุด คือ การหวังว่าเขาจะเหนื่อย และ จะได้ไปนั่งพักนานขึ้น

สิ่งที่หนักกว่านั้นคือ ทุกคนในทีม ตั้งแต่การ์ด จน ถึง เซนเตอร์ ต่างก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือในการป้องกันฮาร์เดนทั้งนั้น ด้วยความที่รอกเกตส์พร้อมจะเรียกแผนพิกแอนด์โรล ให้สลับตัวป้องกันที่ได้เปรียบมาประกบกับ ฮาร์เดน

และเมื่อใดที่ ฮาร์เดน ได้ตัวประกบที่เขาพร้อมจะทำลายล้างให้กลายเป็นฝุ่นธุลี… เขาก็ไม่ค่อยปล่อยโอกาสให้หลุดมือเท่าไหร่นัก

ปีนี้ ฮาร์เดน สามารถทำได้เฉลี่ยมากกว่า 30 แต้มต่อเกม ซึ่งทำให้เขาอยู่ในกลุ่มสุดยอดนักบาส NBA กลุ่มหนึ่ง ที่มีเพียง 28 คนเท่านั้น การที่รอกเกตส์เสริม เอ็มบา อามูเต้ และ ทักเกอร์ เข้ามาในทีม ทำให้รอกเกตส์เป็นทีมที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น พร้อมทัดเทียมแชมป์เก่าก็จริง แต่ท้ายที่สุด สิ่งที่ขับเคลื่อนทีมนี้ที่แท้จริงก็คือ ความสุดยอดในเกมบุกของ ฮาร์เดน มากกว่าสิ่งใดทั้งปวง


เมื่อไหร่ก็ตามที่ ฮาร์เดน เริ่มเลี้ยงบอลถอยออกไปจากโซนไปหลังช่วงเส้นสามแต้ม เพื่อเข้าโหมดพร้อมโจมตี ทุกอย่างในสนามเหมือนราวกับหยุดนิ่งลงไป เพื่อรอดูสิ่งที่กำลังจะตามมา

จริงๆ แล้วมันดูเป็นการกระทำที่ดูเย่อหยิ่ง และ หลงตัวเองอย่างขีดสุด เพราะมันคือการที่ผู้เล่นฝ่ายบุก (ฮาร์เดน) ยอมถอยออกไปให้ห่างจากแป้นไปอีก ราวกับรู้สึกว่า การป้องกันของผู้เล่นที่อยู่ตรงหน้ามันไร้ความหมายใดๆ ทั้งสิ้น

และถึงแม้ว่ามันจะเป็นการกระทำที่น่าหมั่นไส้ก็จริง… แต่ก็ไม่มีใครสามารถพูดอะไรได้มาก เพราะยังไม่มีใครหาทางที่จะหยุดฮาร์เดนได้อย่างสมบูรณ์แบบซักที

เหยื่อจังหวะนี้ เป็น โธมัส ซาโทรานส์กี้ และ เมื่อ ฮาร์เดนเริ่มถอยออกไป ทุกคนเหมือนจะรู้สึกได้ว่า ฮาร์เดน กำลังตะโกนในใจเบาๆ ว่า “หวานหมู” ซาโทรานส์กี้ทำได้ดีในการตามจังหวะการโยกหลอกจังหวะแรก และ จังหวะสอง แต่พอเจอจังหวะโยกถอยหลังไป ซาโทรานส์กี้ ก็หายไปราวกับความพยายามที่ผ่านมาไม่มีความหมายอะไรทั้งสิ้น

ทั้งหมดดูเหมือนฮาร์เดน เพียงแค่หยอกล้อกับเหยื่อเล่นๆ กันที่จะปลิดชีพยิงสองแต้มระยะกลางอย่างง่ายดาย

ความจริงคือ ซาโทรานส์กี้ แทบจะไม่มีความหวังที่จะป้องกันลูกนี้ได้เลยตั้งแต่แรกแล้วด้วยซ้ำ

ต่อมา ในช่วงควอเตอร์ที่ 4 ของเกมเดียวกัน ทีมงานพากย์ของฮุสตันได้สังเกตเห็นว่า ฮาร์เดน แผ่วๆ เงียบๆ ลงไปมากในช่วงครึ่งหลัง เพราะแนวรับของ วิซาร์ด ทำได้ดีในการรุมฮาร์ดเดน และถึงแม้ว่า มันจะกลายเป็นโอกาสยิงโล่งๆ ของผู้เล่นคนอื่นในทีมรอกเกตส์ แต่อย่างน้อยมันก็แปลว่า ฮาร์เดน ไม่ได้บอลเท่าไหร่…

สิ่งที่ตามมานั้น เหมือนกับ ฮาร์เดน เริ่มรู้สึกเบื่อ จึงตัดสินใจที่จะเร่งเครื่องอีกหนึ่งจังหวะ

มันเริ่มจากการที่ฮาร์เดน เจอ การประกบของ เบรดลี่ บีล แล้วก็จัดการสอยสามแต้มจากมุมปีกซ้ายไปอย่างนิ่มๆ ในเพลย์ต่อมา วิซาร์ดได้ลองวนเอา ทิม เฟรเซอร์ มาประกบ และถึงแม้ว่าจะทำให้ฮาร์เดนสะดุดไปได้แว่บหนึ่ง แต่ก็ได้แค่เพียงอึดใจ ก่อนที่ ฮาร์เดน จะกลับมาลั่นสามแต้มใส่หน้าอีกครั้งในรูปแบบที่แทบจะก็อปปี้ลูกแรกมา

เพลย์ต่อมา ฮาร์เดน โดนซาโทรานส์กี้ ประกบอีกครั้ง

“ซาโทรานส์กี้ มาประกบ ฮาร์เดนอีกครั้ง” ทีมคนพากย์กล่าว “ขอให้โชคดีไอ้หนู”

เหมือนว่าฮาร์เดนเบื่อที่จะยิงระยะไกล ก็เลยตัดสินใจลากเลื้อยเข้าหาห่วงอย่างง่ายดาย ได้เลย์อัพ และได้ฟาวล์เป็นของแถมอีก

ในเพียงชั่วพริบตา ฮาร์เดนคนเดียวทำไป 9 แต้มให้กับทีมอย่างรวดเร็ว ดับความหวังเพียงเล็กน้อยที่วิซาร์ดจะตามมาตีเสมอทันให้ดับวูบลงไป

“เขามีความไวแอบแฝงที่อ่านได้ยาก” เอ็มบา อามูเต้ กล่าว “เขาเร่งสปีดจากช้า ไป เร็ว ได้ดีมาก และในฐานะที่เป็นตัวประกบ คุณเองก็ต้องป้องกันไม่ให้เขาไปถึงห่วงด้วย เพราะเขาจบสกอร์ดีมาก ไหนจะการครอสโอเวอร์ หรือ การจิ้มขาหลอกจังหวะแรก ไม่ว่าเขาจะทำอะไร คุณต้องพร้อมเสมอ มันจึงเหมือนว่าคุณเป็นลูกไก่ในกำมือของเขาตลอดเวลาที่ป้องกัน”

สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของฮาร์เดน คือ ความสามารถของเขาในการ “ลดความเร็ว” ของตัวเองด้วย (ซึ่งสามารถอ่านเพิ่มได้ ที่นี่) กลุ่มวิทยาศาสตร์ทางการกีฬา P3 (ซึ่งเป็นสถานที่เทรนที่โปรดปรานของนักกีฬาอาชีพทั่วประเทศ) ได้เคยทำการศึกษาและสรุปออกมาว่า พวกเขาไม่เคยเจอใครที่มีความสามารถในการ “เบรค” ได้ดีเท่ากับฮาร์เดนมาก่อน

ซความสามารถตรงนี้ ผสมกับการเลี้ยงหลอก ยึกไหล่ เคาะบอลซ้ายทีขวาที ทำให้เกิดภาพลวงตาในหัวของฝ่ายตั้งรับว่า จังหวะนี้แหละ ที่ฮาร์เดนจะพุ่งตัวออกไป พูดได้ว่าตอนนี้ไม่มีใครที่ “ลวง” การเคลื่อนไหวของตัวเองได้ดีเท่ากับฮาร์เดน แล้ว และความสามารถในการ “เบรค” ตัวเองของฮาร์เดน ทำให้เขาพร้อมที่จะระเบิดพุ่งสวนไปอีกทางแทบจะในทันทีที่ฝ่ายรับหลงกล

แล้วถ้าสไตล์การเล่นหลบหลีกหลอกล่อพวกนี้ไม่ได้ผล ฮาร์เดน เองก็มีความแข็งแรง และ มีร่างกายที่แข็งแกร่ง พอที่จะทะลวงฝ่าเข้าไปเหมือนกัน

ถ้าจะห่วงฮาร์เดนยิง แล้วเข้าประกบชิด ก็เตรียมรอโดนข้ามสวนเข้าไปถึงห่วงได้เลย
ถ้าห่วงฮาร์เดนข้าม แล้วถอยออกห่างไปรอ ก็เตรียมโดนโยกสเต็ปแบคยิงแสกหน้าได้อีก

“ทุกครั้งที่คุณโดนทำแต้มใส่ คุณต้องพร้อมที่จะรีสตาร์ทความรู้สึกของตัวเองเสมอ” โค้ชของวิซาร์ด สก็อต บรู๊คส์ กล่าว “ถ้าคุณหลงไปหงุดหงิดทุกครั้งที่เขาทำแต้มใส่ มันจะกลายเป็นว่า คุณต้องมานั่งหงุดหงิดทั้งเกมแน่นอน”

สิ่งที่ทำให้ฮาร์เดนสามารถยกระดับตัวเองได้อีกขึ้นในปีนี้ ก็คือ จังหวะสเต็ปแบคของเขา ซึ่งเป็นกระบวนท่าที่ต้องใช้ช่วงล่างของร่างกายที่ทรงพลังในการกระโดดสวนทางกับการเคลื่อนไหวช่วงต้น ผู้บริหารของรอกเกตส์คนหนึ่งได้กล่าวว่า มันเหมือนกันไม้ตายก้นหีบที่รู้ว่าใช้ได้ผลแน่ๆ ไม่ว่าจะในสถานการณ์อะไรก็ตาม

หลายๆ ครั้ง ลูกสเต็ปแบคของฮาร์เดน ก็เหมือนกับเป็นเหมือนจังหวะสิ้นคิดที่ใช้เมื่อทางเลือกอื่นๆ ตันหมดแล้ว ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นจริง มันจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก จากสถิติปีนี้ เขาสามารถยิงในจังหวะสเต็ปแบคแบบนี้ลงถึง 45% จังหวะการสเต็ปแบคของฮาร์เดน เหมือนกับเป็นสิ่งที่เขารู้แน่นอนว่า เขาสามารถทำได้ เพื่อสร้างจังหวะการทำแต้มของตัวเองที่มีประสิทธิภาพ

“ฝ่ายตั้งรับหลายๆ คนพยายามจะดันให้เขาไปฝั่งขวา [เพราะเขาถนัดซ้าย] แต่หลายๆ ที ก็เหมือนเขาชอบไปทางขวาด้วยเหมือนกัน เพราะมันคือจังหวะที่เขาเข้าสเต็ปแบคได้ง่ายขึ้นอีกด้วย” ทักเกอร์กล่าว “เขาแทบจะมีลูกสวนสำหรับทุกอย่างที่แนวตั้งรับโยนใส่ทั้งหมด”

สำหรับหลายๆ ทีมแล้ว การที่ป้องกันให้ฝ่ายตรงข้ามจบการครองบอลด้วยการสเต็ปแบคยิงจากระยะสามแต้ม ถือว่าเป็นการป้องกันที่ประสบความสำเร็จแล้ว เพราะเป็นการยิงที่มีประสิทธิภาพต่ำ… แต่สำหรับฮาร์เดน มันกลับไม่กลายเป็นแบบนั้นแล้ว


เอแวน เทอร์เนอร์ ปีกของทีม พอร์ตแลนด์ เทรลเบลเซอร์ส เองก็มีความเห็นเกี่ยวกับการป้องกัน เจมส์ ฮาร์เดน เหมือนกัน

“สิ่งที่เขาทำอยู่ ในลีกนี้ทั้งหมดนะ มีไม่กี่คนที่โค้ชจะปล่อยให้ทำหรอก” เทอร์เนอร์บอก “ถ้าจะพูดแบบเด็กๆ หน่อยก็คงอารมณ์แบบ เออ ถ้าบุกครั้งนึง ให้เราเลี้ยงบอลคนเดียว 28 ที ก็ทำได้ประมาณนี้เหมือนกันละวะ”

“จะพูดแบบนั้นก็ได้แหละ แต่ความจริงคือ บาสสมัยนี้ การที่เลี้ยงบอลคนเดียวนานๆ มันไม่มีใครทำกันแล้ว เพราะฉะนั้นความคุ้นชินในการประกบแบบนี้ ก็ทำให้ระดับความยากเพิ่มอีกเหมือนกัน”

“ถึงจะหยุดเขาได้ครั้งหนึ่ง เขาก็ยังมีดาบสอง ดาบสาม พร้อมข้ามเข้ามาได้เรื่อยๆ ยิ่งรอกเกตส์เป็นทีมที่มีตัวยิงแม่นๆ อีกหลายคนรออยู่ ทำให้เพื่อนร่วมทีมของคุณไม่สามารถเข้ามาช่วยได้ง่ายๆ อีกด้วย”

“มันเลยกลายเป็นเหมือนคุณติดเกาะกับฮาร์เดนสองต่อสองจริงๆ”

เทอร์เนอร์ก็พูดถูก ในลีกนี้ มีเพียงแค่ โทนี่ ปาร์กเกอร์ คนเดียวที่มีเฉลี่ยเลี้ยงบอลต่อการครองบอลหนึ่งครั้งมากกว่า ฮาร์เดน และมันยิ่งแปลก เพราะมันเป็นสไตล์ที่ขขัดกับรูปแบบของโค้ช ไมค์ ดิแอนโทนี่ ที่แฟนๆ คุ้นเคย แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม

แม้ว่าจะขัดกับระบบปกติของโค้ช ดิแอนโธนี่ ยังไง ท้ายสุดแล้วสิ่งที่เขาสนใจมากที่สุดก็คือ “ผลลัพธ์” ที่ได้ออกมา

“เราไม่ค่อยส่งกันเท่าไหร่นะ” ดิแอนโธนี่กล่าว “ประเด็นคือ เราไม่ต้องส่งบอลมากเท่าไหร่เพื่อให้ได้จังหวะการยิงที่ต้องการ ส่วนใหญ่จ่ายทีเดียวก็จบ”

ทั้งหมดนี้ ทำให้รอกเกตส์เป็นทีมที่มีจังหวะการจ่ายบอลน้อยที่สุดเป็นอันดับที่สองของลีก และ มีแอสสิสต์น้อยที่สุดเป็นอันดับที่ 5 อาจจะดูเหมือนไม่ใช่การเล่นบาสที่ “ดี” แต่ต้องไม่ลืมว่าปีนี้นั้น ฮาร์เดน มีการทำแต้มในจังหวะไอโซเลชั่น ที่มากเป็นประวัติกาล และ การทำแต้มของเขานั้น มาจากจังหวะที่ได้แอสสิสต์จากเพื่อนเพียง 10% เท่านั้น… แต่แค่นั้นก็มากพอแล้ว เพราะท้ายที่สุดแล้ว ในเชิงสถิติแล้วเกมบุกของ ฮุสตัน ก็เป็นเกมบุกที่ดีที่สุดเป็นอันดับสองของลีกอยู่ดี

ทั้งหมดนั้น เริ่มต้น และ จบลง ที่ฮาร์เดน ทั้งนั้น

“ถ้าคุณมัวแต่หวังจ้องจะตามให้ทัน คุณก็คงโดนครอสโอเวอร์หัวทิ่ม” ทักเกอร์กล่าว “การป้องกันฮาร์เดนมันถึงได้เป็นอะไรที่ยากมาก การเลี้ยงบอลเอื่อยๆ ของเขาทำให้คุณเคลิ้มคล้อยตาม แล้วเผลอผ่อนตัวเองลงจังหวะหนึ่ง แล้วพอเขาพุ่งตัวออกจังหวะสอง ก็กลายเป็นตัวเราที่เป็นฝ่ายตามไม่ทันแล้ว”

ในเกมหนึ่งที่เจอกับ พอร์ตแลนด์ ด้วยเวลาชอตคล็อกที่เหลือเพียง 7 วินาที ฮาร์เดน ได้สกรีนแล้วก็เลี้ยงบอลเอื่อยๆ หนีการประกบของ แอล ฟารูค อามินู เข้าหา แซค คอลลินส์ ก่อนที่จะถอยออกมาอย่างเนิบๆ ในจังหวะที่เวลากำลังค่อยๆ หมดลงไป ทั้ง คอลลินส์ ทั้ง อามินู ต่างก็ศึกษาไฮไลต์ ของฮาร์เดน มาหมดแล้ว! จังหวะแบบนี้ ต้องรองการบุกจังหวะสุดท้ายของฮาร์เดนให้ดี!

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทักเกอร์ ที่เข้ามาสกรีนให้ฮาร์เดน กลับโดนปล่อยโล่งโจ้งราวกับไร้ตัวตน

ฮาร์เดนก็จ่ายบอลให้อย่างทันควัน แล้วก็กลายเป็นสามแต้มง่ายๆ ไปด้วยเวลาที่เหลือในชอตคล็อก 2.4 วินาที

ความสุดยอดของฮาร์เดน คือ เขาจะรอ… และ รอ… และ รอ และเขารอได้จริงๆ สิ่งที่เขาเชื่อคือ จังหวะการยิงโล่งๆ ด้วยเวลาชอตคล็อกที่เหลือ 22 วินาที หรือ 2 วินาที มันก็คือจังหวะการยิงโล่งๆ เหมือนกัน

ที่ผ่านมา รอกเกตส์ มีแนวโน้มที่จะเล่นเกมเร็ว ตามรูปแบบเดิมๆ ของ ไมค์ ดิแอนโธนี่ ก็จริง… แต่ตอนนี้ก็ต้องเปลี่ยน มาเป็นการเล่นตามความเร็วของฮาร์เดนแทน


การทำแต้มของตัวฮาร์เดนเองคือสิ่งที่อันตรายที่สุด แต่จังหวะการส่งที่เฉียบขาด ตามที่เห็นข้างบนนั้น คือ สื่งที่ทำให้เขาเป็นผู้เล่นที่ครบเครื่องสมบูรณ์แบบ ถ้าคุณไปรุมประกบสอง ฮาร์เดนก็พร้อมจ่ายบอลออกไปให้เพื่อนร่วมทีมที่ถูกปล่อยว่างแน่นอน

เวลาที่มีการเล่น Pick and Roll กับ ฮาร์เดน มันจึงเป็นอะไรที่ป้องกันลำบาก เพราะเขารู้มุมที่จะจ่าย และ มีทักษะสูงพอที่จะจ่ายได้อย่างพอดิบพอดี

เหมือนเป็นบุญหล่นทับ สำหรับ คลินท์ คาเปล่า ที่มีอัตราการยิงลงสูงสุดในลีกที่ 65%

“ถ้าจะถามทริคในการจ่ายบอล ก็ไปถามเขาเองเถอะ” คาเปล่ากล่าว “ผมก็มีแค่หน้าที่สบายๆ กระโดขึ้น รับบอลเข้ามือ แล้วก็ยัดมันลงห่วงไป”

แม้แต่ สตีฟเวน อดัมส์ ที่สูงและแขนยาวยังไม่สามารถหยุดการจ่ายบอลที่ล้ำจินตนาการของฮาร์เดนได้เลยในจังหวะนี้

เวลาถามถึงการป้องกันฮาร์เดน โค้ชหลายๆ คนก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ แล้วตอบตามฟอร์มในเชิงว่า “ก็ต้องตั้งใจให้มากที่สุด” หรือ “ต้องไม่ยอมแพ้” ทั้งที่รู้ว่าความหวังมีเพียงริบหรี่

สตาร์บางคน มีจุดอ่อนอยู่ก็จริง ที่สามารถเพ่งเล็งและเจาะจงเอาเปรียบให้ได้ซักอย่าง… แต่สำหรับ ฮาร์เดน มันแทบไม่มีเลย แต่ละทีมที่เขาเจอก็เลยเหลือแค่จะต้องมาตัดสินใจว่า ระหว่างให้ฮาร์เดนทำแต้มเองด้วยการข้าม หรือ การยิง หรือ ให้เขาเป็นตัวจ่าย… แบบไหนที่เจ็บน้อยที่สุด

“บางคนเขาจะมีอะไรรูปแบบบางอย่างที่เขามีความอึดอัด ที่เขาไม่สะดวกที่จะเล่น” เอ็มบา อามูเต้ กล่าว “เราก็จะพยายามบีบให้เขาต้องทำสิ่งนั้นเรื่อยๆ อย่างเคอรี่ คุณก็จะพยายามบีบให้เข้าข้าม มากกว่ายิง แต่สำหรับฮาร์เดนแล้ว มันไม่มี”

และทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ยังไม่ได้พูดถึงความสามาถในการล่อฟาวล์ของฮาร์เดนอีกด้วย บางทีก็อาจจะดูประเจิดประเจ้อไปหน่อย… แต่ทั้งหมดก็เป็นไปตามหนังสือกฏของ NBA อยู่ดี ปีนี้ เขายิงลูกโทษต่อเกมน้อยลงมาก็จริง หลังจากที่ NBA มีการปรับการฟาวล์สามแต้ม แต่เขาก็ยังคอยหาวิธีที่จะได้จังหวะการยิงลูกโทษแบบใหม่ๆ อยู่ดี


ผลงานในช่วง Playoff ยังเป็นสิ่งที่คาใจสำหรับผู้ที่ติดตาม “เครามรณะ” เจมส์ ฮาร์เดน คนนี้ ยิ่งหลังจากฟอร์มสุดบู่ปีที่ผ่านมา แต่ทั้งหมดนี้ ก็คือสิ่งที่ฮาร์เดน ต้องการจะพิสูจน์ให้เห็นในปีนี้อย่างแน่นอน

เพราะท้ายที่สุดแล้ว วิธีการป้องกัน เจมส์ ฮาร์เดนที่ดีที่สุด อาจจะเป็นแค่การคาดหวังให้เขาทำลายตัวเองเท่านั้น… เพราะไม่ว่าคุณจะพยายามป้องกันเขาแบบไหน เขาก็พร้อมสำหรับทุกอย่างหมดแล้ว