7 Seconds or Less’s Legacy: Steve Nash และเกมที่เค้าสร้างขึ้นมา

Home / NBA Basketball / 7 Seconds or Less’s Legacy: Steve Nash และเกมที่เค้าสร้างขึ้นมา
Steve Nash

ณ โรงยิมแห่งนึงในเมือง แลงลี่ย์ มลรัฐ บริติชโคลับเบีย ทีมโรงเรียนสาธิตเซนต์ไมเคิล ยูนิเวอร์ซิตี้ ซึ่งเป็นทีมโรงเรียนเก่าของ Steve Nash กำลังทำการแข่งขันชิงแชมป์บาสเก็ตบอลมัธยมระดับภูมิภาค โดยพ๊อยต์การ์ดของทีมที่สูง 5ฟุต 10 นิ้ว หนัก 145 ปอนด์นั้นมีชื่อว่า Gabe Mannes ก่อน Gabe จะลงสนาม เค้าจะลูบพื้นรองเท้าก่อนเสมอ ก่อนเค้าจะรับลูกส่งเข้ามาในสนามจากเพื่อน เค้าจะเลียปลายนิ้วมือทั้งสองข้างก่อน เมื่อเค้ายิงบอลเสร็จ เค้าจะค้างมือไว้เพื่อสร้าง follow through โดยข้อมือทำมุม 90 องศากับกับท่อนแขน “ทุกการปฏิบัติตัวบนสนามบาส” โค้ชของโรงเรียนสาธิตเซนต์ไมเคิลกล่าว “เหมือน [กับ Nash] เป๊ะๆ”

เมื่อกล่าวถึงคำว่า ”ตำนาน” ของผู้เล่นเรามักจะนึกกันถึงสถิติ รางวัล หรือจำนวนแหวนแชมป์ที่ผู้เล่นเคยได้รับ แต่นั้นอาจไม่ใช่สิ่งบ่งบอกความเป็นตำนานที่แท้จริง สิ่งที่ผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ในอดีตทิ้งไว้ให้กับเกมบาสและผู้เล่นยุคต่อมาหรือความทรงจำที่เราในฐานะคนดูมีต่อผู้เล่นคนนั้นๆอาจจะบ่งบอกถึงความเป็นตำนานได้มากกว่าสถิติและตัวเลข

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

เมื่อ Gabe ลูบพื้นรองเท้าบาสก่อนลงสนาม เค้าได้มันมาจาก Steve Nash เมื่อ Goran Dragic ใช้ท่า Up-and-Under ที่ใต้แป้น (หลอกชู๊ตแล้วสืบขาขึ้นเลย์อัพอีกด้าน) นั่นคือ Nash เมื่อ Tony Parker วิ่งผ่านสามสกรีน Pick-and-Roll ติดต่อในกันเพลย์เดียว นั่นก็คือสิ่งที่ทำให้เรานึกถึง Nash เมื่อ Rajon Rondo เลี้ยงบอลเข้าใต้แป้นแล้ววนออกมาเพื่อรอตัวตัดและจ่ายบอล นั่นก็คือ Nash อีกเช่นกัน มรดกตกทอดจาก Steve Nash มันอยู่ผู้เล่นการ์ดเกือบทุกคนในยุคนี้ ไม่ว่าจะ CP3, Kyrie, Steph หรือ Rubio จนมีคนสรุปไว้ว่าพ๊อยต์การ์ดในยุคนี้ได้รับของขวัญในการเล่นอย่างอิสระมากขึ้นมาจาก Steve Nash ด้วยกันทั้งสิ้น “เค้าสร้างแนวทางใหม่ในการเล่นตำแหน่งนี้” Stephen Curry สุดยอดซุปเปอร์สตาร์ในตอนนี้กล่าวถึง Nash “เค้าเป็นแรงบันดาลใจให้ผมกล้าเล่นแบบที่ผมถนัด” คนมีหลายๆคนกล่าวว่า Nash เป็นผู้นำการปฏิวัติของการเล่นของพ๊อยต์การ์ดยุคใหม่ที่กำลังรุ่งเรืองอยู่ทุกวันนี้ (ตามอ่านเรื่อง ยุคทองของพ๊อยต์การ์ดได้ในบทความเก่าของเรา)

“คุณก็รู้ว่าเค้าเป็นมนุษย์ที่ยอดเยี่ยม และผมรักเค้าขนาดไหน แต่ให้ตายเถอะ ทำไมเค้าถึงเป็นไม่เป็นผู้เล่นระดับ MVP ตั้งแต่ตอนที่อยู่กับเรา” – Mark Cuban เจ้าของทีม Dallas Mavericks

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ย้อนเวลากลับมาช่วงก่อนที่เค้าจะอำลาสนามไป Steve Nash เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ผมเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า ‘นักกีฬาอาชีพนั้นตายสองครั้ง’ จริงๆ” ซึ่งหมายถึงว่าครั้งแรกเมื่อต้องจบชีวิตการเล่นกีฬาอาชีพซึ่งมันโหดร้ายเสมือนตาย และครั้งที่สองเมื่อเสียชีวิตจริงๆ “มันยากมากๆ [ที่จะต้องเลิกเล่นบาสอาชีพ] คุณจะคิดถึงมันไปตลอดชีวิต และต้องใช้เวลาโหยรำลึกถึงฟอร์มการเล่นเก่าๆของตัวคุณเอง” Nash กล่าว แม้กระทั่งเมื่อจบชีวิตการเล่นเค้าไม่ได้มองตัวเองเป็นสุดยอดการ์ดจ่ายที่ได้ MVP สองสมัยกับ Suns หรือไม่ได้นึกโศกเศร้ากับฟอร์มที่ตกต่ำกับ Lakers ในช่วงสองปีสุดท้าย “ผมเป็นแค่เด็กจากแคนาดาที่ได้เสนอทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียว” ซึ่งนั่นถือว่าไม่ดีเอาเสียเลยเมื่อเทียบกับผู้เล่นดีๆในสหรัฐอเมริกาที่มหาวิทยาลัยต่างๆจะแย่งกันเสนอทุนเพื่อให้มาเล่นให้ทีมของตน Steve Nash เป็นผู้เล่นปีหนึ่งของมหาวิทยาลัยเล็กๆอย่าง ซานตา คลาร่า ที่เพื่อนร่วมทีมแกล้งให้อับอายจนเกือบจะออกจากทีม เป็นเด็กปีสองที่ยังไม่โดดเด่นโดนที่โดน Gary Peyton เรียกว่า “ไอ้ตัวกระเปี๊ยก” และถูกใช้ให้ไปเก็บบอลเมื่อลูกกลิ้งออกนอกโรงยิมตอนเค้ามาซ้อมที่มหาลัย และเมื่อ Nash อยู่ปีสี่แม้เค้าจะทำผลงานได้ดี แต่เค้าก็ยังเจอข้อกังขาจากเหล่าผู้วิเคราะห์ผู้เล่นจาก NBA ว่าเค้าคุณสมบัติไม่เหมาะกับการดราฟรอบแรก โดนสงสัยในความสามารถเพราะว่ามาจากแคนาดาที่พื้นฐานบาสไม่แข็ง แม้กระทั่งโดนวิเคราะห์ว่า “เดินไม่ถูกท่า” ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าจะมีผลกระทบต่อการวางเท้าเพื่อวิ่ง

“เค้าเดินเท้าเปิดออกด้านข้างมากเกินไป” หนึ่งทีมงานคัดผู้เล่นของ Phoenix Suns กล่าวไว้ก่อนทีมจะดราฟ Nash ในอันดับ 15 ของการดราฟในปี 1996 และอยากให้ทีมเลือก John Wallace มากกว่า Nash แต่อย่างไรก็ดีในตอนนั้นทีม Suns เพิ่งจ้าง Donnie Nelson เข้าทำงานในฐานะผู้ช่วยโค้ช และเค้าชอบ Nash เป็นอย่างมากหลังจากที่เค้าได้ติดตามผลงานช่วงสุดท้ายของ Nash ในระดับมหาวิทยาลัยอย่างใกล้ชิด เมื่อวันดราฟมาถึง Jerry Colangelo เจ้าของทีม Suns ถาม Donnie Nelson ว่า “คุณรู้สึกว่าเด็กคนนี้จะดีใช่มั้ย” Nelson ตอบกลับไปว่า “ถ้า Steve ไม่ประสบความสำเร็จ คุณเอาตำแหน่งผมไปได้เลย [ผมจะลาออก]”

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ steve nash retirement

 

Nash เข้าทีม Suns มาเป็นผู้เล่น Point Guard ลำดับสามของทีม รองจาก Jason Kidd และ Kevin Johnson เค้าต้องซ้อมเช้า-เย็นเพื่อหัด cross over และลูก floater ใหม่ ทั้งนี้ทั้งนั้นการเข้ามาเล่นใน NBA ในฐานะคนแคนาดาที่สูง 6’3 หนัก 195 ปอนด์นั้นมันไม่ง่ายที่จะทำให้คนยอมรับ ยิ่งการที่จะทำให้ได้ 17,000 แต้มและ 10,000 แอสซิสเมื่อจบชีวิตการเล่นแบบที่เค้าทำได้ ทั้งมีมีอาการเจ็บหลังเรื้อรังนั้นมันยากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว แต่ Nash มีวิธีจัดการจนทำมันได้ในที่สุด นั่นก็คือผ่านการซ้อมอย่างบ้าคลั่ง “ผมจะรู้สึกผิด ถ้าไม่ได้ซ้อม” Nash กล่าว “ผมจะนอนไม่หลับ ถ้าไม่ได้ซ้อม ผมเลยต้องซ้อมตลอดเวลา ผมเป็นคนย้ำคิดย้ำทำกับการซ้อมบาสมาก นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมเป็นผู้เล่นอย่างที่คุณเห็น แต่มัน [การติดการซ้อม] ก็เป็นสิ่งที่กักขังผมไว้เหมือนกัน” แม้เค้าจะเป็นผู้เล่นระดับติด All Star ถึง 8 สมัย แต่เค้าไม่ได้สนุกกับมันอย่างเต็มที่ เพราะเค้ากลัวที่จะร่วงลงมาจากเกมระดับสูงสุดของตัวเอง “ตอนนั้นผมรู้สึกว่าถ้าผมผ่อนลง มีความสุขกับมันโดยไม่ผลักดันตัวเองต่อ ผมจะเจอกับความจริงที่โหดร้ายที่ตามมา” Nash กล่าว “ผมก็เลยกลับเข้ายิมทุกๆเช้าและผลักดันตัวเองให้สุดไปตลอดทาง” ในช่วงสองปีแรกที่เค้าอยู่กับทีมเค้าไม่ได้ทำผลงานโดดเด่นอะไร แต่ด้วยแนวคิดและวินัยของ Nash เวลาของเค้าก็มาถึงในเวลาต่อมา

จริงๆแล้วการปฏิวัติเกมบาสจากตำแหน่งพ๊อยต์การ์ดมันเริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่ไม่มีใครทราบอย่างแน่ชัด แต่ฤดูร้อนปี 1999 นั้นก็เป็นจุดที่หลายๆคนเชื่อว่าอาจจะเป็นจุดเริ่มต้น เพราะมันคือช่วงที่ Nash ย้ายไปยัง Dallas Mavericks และเค้าเริ่มฉายแววระดับดาราของลีกไปพร้อมๆกับผู้เล่นอีกคนที่ถูกดราฟปีเดียวกันกับเค้า นั่นก็คือ Dirk Nowitzki ทั้งสองโชว์ฟอร์มด้วยกันอย่างโดดเด่นจนเป็นที่รู้จักกันทั่วไปจนติด Allstar กันทั้งคู่ แต่นั้นก็ยังไม่ใช่จุดสูงสุดของชีวิตการเล่นของ Nash เพราะในปี 2004 เมื่อ Nash หมดสัญญากับ Mavs เค้าถูกดึงตัวกลับมาอยู่กับ Suns อีกครั้ง แม้ตอนนั้นผู้บริหารทีม Mavs ยังรัก Nash แต่ก็เป็นห่วงอาการเจ็บหลังของเค้าที่อาจจะเป็นปัญหาเมื่อเค้าเริ่มอายุมากขึ้นจึงทำให้ไม่กล้ายื่นข้อเสนอใหม่ระยะยาวให้กับ Nash อย่างเต็มที่ (ข่าวลือว่าประมาณ 4ปี 36 ล้านเหรียญ) ซึ่งในปีนั้น Nash อายุ 30 ปี ซึ่งก็ไม่แปลกที่ผู้บริหาร Mavs จะมีความกังวลดังกล่าว และก็ทำให้ในท้ายที่สุด Suns ยื่นข้อเสนอที่ดีกว่าให้กับ Nash (6ปี 63ล้านเหรียญ) และได้ตัวเค้ากลับไปในที่สุด และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่หลายๆคนเชื่อว่าเป็นการปฏิวัติการเล่นตำแหน่งพ๊อยต์การ์ดในยุคใหม่อย่างแท้จริง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ steve nash gif

“อาจจะยกเว้นแค่ Magic Johnson ไม่มีใครเดินเกมบุกที่รวดเร็วได้สนุกและมีประสิทธิภาพเท่า Steve Nash”

“เรายังไม่แน่ใจเลยว่าเราจะเล่นกันแบบไหน” โค้ช ของ Suns ในตอนนั้น Mike D’Antoni กล่าวถึงช่วงเริ่มเข้าคุมทีม สมัยที่ D’Antoni ยังคุมทีมอยู่ในยุโรปเค้าเล่นเกมบุกที่มีความเร็วสูงกว่าที่ NBA คุ้นเคยกันในสมัยนั้น เน้นการสร้างพื้นที่ว่างในสนาม (Floor Spacing) เพื่อยิงลูกสามแต้ม “ผมกลัวที่จะทำแบบนั้นที่นี่ [ใน NBA]” เค้าเล่า “ทุกคนบอกผมว่า ‘คุณจะทำให้ผู้เล่นของคุณตาย ‘คุณจะโดนไล่ออก’” แต่เจ้าของทีมอย่าง Jerry และ Bryant Colangelo ที่รู้จัก Nash เป็นอย่างดีอยู่แล้วให้ความมั่นใจกับแนวทางการทำทีมของ D’Antoni โดยบอกให้ D’Antoni “ใช้ห้าตัวที่ดีที่สุดที่คุณมีได้เลย” ซึ่งเป็นผลให้ D’Antoni กล้าขยับ Amare Stoudamire ไปยืน Center ขยับ Shawn Marion มาเล่น Power Forward ซึ่งส่งผลให้ผู้เล่นในสนามของทีมเฉลี่ยตัวเล็กลง เปิดพื้นที่ในสนาม เพิ่มความเร็วของเกมบุกตามที่ตัวเองถนัด และปล่อยให้ Nash ใช้จินตนาการกับเกมบุกอย่างเต็มที่ นี่คือจุดเริ่มต้นของการบุกแบบรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาดอันโด่งดังของ Phoenix Suns ในยุคนั้น ที่คนนิยมเรียกกันว่า “7 Seconds or less” หรือ “เจ็ดวินาทีหรือต่ำกว่า” ที่การบุกจะพยายามจบแต้มภายในเจ็ดวินาทีหรือน้อยกว่า

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ steve nash mike

“เค้าแสดงให้เราเห็นว่า อะไรสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อพ๊อยต์การ์ดชั้นยอดมีสนามบาสที่เปิดกว้าง และอิสระที่จะตัดสินใจ” D’Antoni กล่าว “เกมมันระเบิดไปเลยล่ะ” เค้ากล่าวปิดท้าย ซึ่งก็ไม่ได้เกินไปกว่าความเป็นจริงไปซักเท่าไหร่นัก การนำทีมและการเล่นที่เป็นอิสระของ Nash ภายใต้แนวคิดการบุกของ D’Antoni ทำให้ทีม Suns ที่ชนะ 29 แพ้ 53 ในฤดูกาลก่อนหน้าการมาถึงของ Nash กลับมาชนะถึง 62 แพ้ 20 ในฤดูการ 2004-2005 ซึ่งเป็นสถิติที่ดีที่สุดของลีกในปีนั้น และทำแต้มเฉลี่ย 110.4 ต่อเกมซึ่งสูงสุดในทศวรรษ มากไปกว่านั้นเกมบุกของ Suns กลายเป็นเกมบุกอันดับ 1 ของลีกในช่วงเวลาหลายปีและทำให้ทีมเข้ารอบชิงเพลย์ออฟของสายตะวันตก 2 ปีติดต่อกันอีกด้วย และนอกจากนั้นสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือระดับของความ “สนุก” ของเกมบุกของ Suns ที่มี Nash เป็นคนควบคุม จนสามารถที่เรียกได้ว่าเป็นบาสเกมบุกที่สนุกที่สุดแห่งยุคก็ว่าได้ แม้ในเวลาต่อๆมาอย่างที่เราเคยเห็นกันว่ามีหลายๆทีมพยายามเลียนแบบเกมเร็วของ Suns ในยุคนั้น แต่อาจจะไม่มีใครเคยทำให้มันสนุกและน่าตื่นเต้นได้เท่านั้นอีกเลย (อาจจะจนมาถึง Warriors เมื่อปีก่อนนี้แหละที่เล่นสนุกมากๆ) ซึ่งเหตุผลหลักๆก็เพราะเราไม่เคยมีพ๊อยต์การ์ดที่มีเหมือน Nash อีกนั้นเอง

และแน่นอนหากเราจะพูดถึงทักษะของ Steve Nash ในฐานะผู้เล่นอย่างแรกที่เราจะนึกถึงก็คือการจ่ายบอลที่เป็นไฮไลท์ของเค้า การจ่ายบอลด้วยความเร็ว ความสร้างสรรค์ และความแม่นยำของ Nash ประกอบกับการอ่านเกมอันยอดเยี่ยมของเค้าเป็นสิ่งแรกที่ทำให้เกมบุกของ Suns เป็นที่จดจำของแฟนบาสที่ได้ดูทุกคน และถ้ายังจำได้ Nash เป็นคนที่ทำให้การจ่ายบอลมือเดียวไม่เพียงแต่ดูเท่ แต่ทำให้มันกลายเป็นสิ่งจำเป็นของพ๊อยต์การด์ยุคใหม่อีกด้วย จากเดิมที่การส่งบอลสองมือถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญกว่ามาตลอด ในปัจจุบันการ์ดมักจะฝึกการส่งมือเดียวจากทั้งมือซ้ายและขวาเช่นเดียวกับที่ Nash ทำได้เป็นอย่างดี และจากมุมมองของเหล่าทีมงานพัฒนาผู้เล่นบาสในทุกระดับตั้งแต่มัธยมจนถึงระดับ NBA เป็นที่รู้กันว่า Nash เป็นคนที่มีเทคนิคในการครองบอลและเทคนิคในการเคลื่อนไหวและการใช้ท่า (Moves) ต่างๆเพื่อจ่ายบอลปิดสกอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยร่ายกายที่ไม่ได้ถือว่าพิเศษในระดับ NBA Nash ชดเชยมันด้วยการฝึกซ้อมเทคนิคต่างๆของเกมของเค้าจนสมบูรณ์ และนั่นก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เล่นหลายๆคนในยุคต่อมาได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นความสำเร็จส่วนตัวที่สำคัญของ Nash นอกจากตำแหน่ง MVP สองสมัยติดต่อกัน เค้ายังจบฤดูกาลปกติด้วยเปอร์เซ็นต์ของความแม่นยำในการยิงรวมในระดับ 50% ยิงสามแต้ม 40% และ ยิงลูกโทษ 90% หรือที่คนเรียกกันว่าเป็นผู้เล่นกลุ่ม “50-40-90” ถึง 4 ครั้งในชีวิตการเล่น ซึ่งที่ผ่านมามีผู้เล่นเพียง 6 คนที่เคยทำได้และมีเพียงสองคนที่ทำได้มากกว่า 1 ครั้ง (Larry Bird 2 ครั้ง) ซึ่งทำให้ Nash ได้รับการยอมรับว่าเป็นชู๊ตเตอร์ที่แม่นยำที่สุดคนนึงที่ลีกเคยมีมา

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ steve nash gif

และหากมีการไปถามผู้เล่นคนอื่นให้พูดถึง Nash ในฐานะผู้เล่น สิ่งที่คุณจะได้ยินบ่อยที่สุดประโยคหนึ่งก็คือ “เค้าทำให้คนรอบๆเก่งขึ้น” Grant Hill ที่ได้เล่นกับ Nash ครั้งแรกในปี 2007 เล่าว่าเค้าเข้าทีมมาและต้องเจอกับการจ่ายบอลอันเหลือเชื่อของ Nash ที่เค้าไม่ทันแม้แต่จะมองไม่ทันในช่วงแรก โดยเค้าเล่าว่า “ถ้าคุณรับบอลที่เค้าจ่ายมาไม่ได้ Steve จะเดินมาบอกว่า ‘ผมผิดเอง’ แล้วเพลย์ต่อมาเค้าจะส่งให้คุณอีกทันที [เพื่อให้คุณมั่นใจ]” Hill กล่าว ทุกคนที่เคยเล่นกับ Nash มีความเห็นตรงกันว่าเค้าเป็นเพื่อนร่วมทีมและผู้นำทีมที่พิเศษ เค้าจะพาทุกคนให้ทีมขึ้นมาอย่างไม่ลดละ เคยมีทีมงานของ Suns เก็บสถิติอย่างไม่เป็นทางการไว้ว่า Nash แตะมือ High Five กับเพื่อนร่วมทีมประมาณ 239 ครั้งต่อเกม นั่นคือระดับการให้กำลังใจเพื่อนร่วมทีมของ Nash ที่แน่นอนว่ามีผลต่อชัยชนะของทีมตั้งแต่ปี 2002-2009 ที่เค้านำทีมบุกที่ดีที่สุดของ NBA “เค้าสร้างบรรยากาศที่ทำให้ทีมชนะ” Bill Russell กล่าวสรุปถึงความเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมของ Nash

อย่างไรก็ดีการที่ Suns ไม่ได้แชมป์ ทำให้หลายคนมองว่าการบุกแบบ “7 วินาทีหรือน้อยกว่า” นั้นมันใช้ให้ประสบความสำเร็จไม่ได้จริง แต่แท้ที่จริงแล้ววิธีการเล่นของ Nash และ Suns ยุคนั้นทำทีมต่างๆย้อนกลับไปคิดถึงการบุกของตน และวิธีการเล่นแบบของ Suns นั้นไปเกิดใหม่ในรูปแบบใกล้เคียงที่เราเห็นกันอยู่อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เมื่อคุณเห็น Spurs, Warrios, Rockets หรือ Hawks ใช้ pick-and-roll ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง นั่นคือส่วนหนึ่งของสิ่งที่เราเรียนรู้จาก Suns ที่มี Nash ร่ายมนต์อยู่ Grant Hill กล่าวว่า “ตอนแรกมันดูเหมือนความโกลาหล” “แต่ซักพักทีมต่างๆก็เริ่มทำตาม และ Steve คือเหตุผลส่วนใหญ่ทำให้ทีมทำตาม เมื่อก่อนการ์ดจะถือบอลลงมา จ่ายให้ผู้เล่นวงใน หรือปีก แต่ Nash สร้างแนวทางใหม่ ถ้าคุณมีผู้เล่นอย่าง Curry, Paul, Lillard หรือ Westbrook คุณก็กุญแจการทำเกมบุกให้เค้าได้ คุณอาจจะมีระบบหรือชุดของแผนบางอย่างคร่าวๆ แต่สิ่งที่คุณจะทำจริงๆคือเชื่อมั่นในสัญชาติญาณของ พ๊อยต์การ์ดชั้นนำของคุณ และปล่อยเค้าให้เล่นอย่างอิสระ”

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ถ้าคำกล่าวที่ว่านักกีฬาอาชีพนั้นตายได้สองครั้งนั้นจริงและ Nash ได้ตายครั้งแรกไปแล้วจากการรีไทร์จากบาสอาชีพ คุณก็เชื่อเถอะว่าเค้าได้ทำจากทำ แอสซิสสวยๆครั้งสุดท้ายให้กับเกมบาสแล้ว ด้วยการส่งต่อมรดกตกทอดรูปแบบเกมบาสที่เค้ามีส่วนสร้างขึ้นไปยังเหล่าพ๊อยต์การ์ดในยุคนี้เพื่อสืบทอดมันต่อไปแล้วเช่นกัน

 

-Kawamura

เรียบเรียงจาก:

http://www.sixthmanjournal.com/…/steve-nash-truly-transcen…/

http://www.si.com/…/steve-nash-retirement-legacy-hall-of-fa…

http://www.sportingnews.com/…/4639488-steve-nash-retires-le…

http://grantland.com/…/steve-nash-retirement-basketball-co…/