จิ๋วแต่แจ๋ว “มาร์คัส คีนน์” พร้อมพิสูจน์! แทนบริกแมนใน FIBA Asia Champions Cup

Home / FIBA, News, Scoop / จิ๋วแต่แจ๋ว “มาร์คัส คีนน์” พร้อมพิสูจน์! แทนบริกแมนใน FIBA Asia Champions Cup
FIBA Asia Champions Cup FIBA ASIA CHAMPIONS CUP 2018

หลังจากที่ปล่อยให้แฟนๆ คาดการณ์กันมาอย่างต่อเนื่อง โมโน แวมไพร์ ได้ประกาศแล้วว่ามีการเซ็น การ์ดร่างจิ๋วทำแต้มกระจายวัย 23 ปี มาร์คัส คีนน์ มาเพื่อใช้งานในศึก FIBA Asia Champions Cup 2018 ครั้งนี้ ที่จะจัดขึ้นที่ Stadium29 จังหวัดนนทบุรี ประเทศไทย

การคว้าตัวคีนน์มาในครั้งนี้ เป็นการเสริมทัพชั่วคราว หลังจากที่ เจสัน บริกแมน การ์ดจ่ายอัจฉริยะ ของโมโน แวมไพร์ เกิดอาการบาดเจ็บทำให้ต้องพักฟื้นร่างกายช่วงระยะเวลาหนึ่ง

คำถามที่ตามมาทันทีสำหรับแฟนๆ ก็คือ “แล้วใครจะมาแทนบริกแมนละเนี่ย”

ด้วยจังหวะเวลาที่ทั้ง FIBA Asia Champions Cup ศึกใหญ่ระหว่างยอดทีมสโมสรจากทั่วเอเชีย อีกทั้ง ASEAN Basketball League (ABL) ลีกนานาชาติหนึ่งเดียวในเอเชีย กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ทางทีมโมโน แวมไพร์ จึงต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียดว่า จะบริหารช่วงเวลาที่ต้องขาดบริกแมนไปอย่างไรบ้างให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด และก็ได้คำตอบก็คือ “มาร์คัส คีนน์”


มาร์คัส คีนน์ เป็นการ์ดชาวอเมริกัน สูง 5’9″ อายุ 23 ปี ซึ่งสำหรับแฟนๆ บาสอาจจะรู้สึกแปลกใจกับส่วนสูงนั้น และ อาจจะทำให้ชะงักใจกับความคาดหวังในผลงานของเขา… ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะมันคือสิ่งที่คีนน์ต้องเผชิญหน้าเจอมาตลอดทั้งชีวิต

ตอนแรกที่เขาติดทีมชุดใหญ่ในระดับไฮสกูล เขาสูงเพียง 5’2″ เท่านั้น แต่ไม่นานนักในช่วงต่อมา ทุกๆ คนก็เริ่มมองเห็นเหตุผลที่ทำให้ไอ้เด็กกระเปี๊ยกคนนี้มันติดทีมได้ ผลงานการทำแต้มกระจุยกระจายของคีนน์เป็นที่ร่ำลือกันอย่างทั่วถึงในเมืองซานอานโตนีโอ จนสื่อ San Antonio Express-News ยังเคยกล่าวเรียกเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Keenesanity” เลยด้วยซ้ำ

คีนน์ มีความตั้งใจอย่างมากที่จะได้รับทุนนักกีฬาบาสเกตบอลจากมหาวิทยาลัยในระดับ NCAA Division 1 ทั้งนี้ เพราะเขาก็มีความฝันเหมือนหนุ่มๆ ที่เล่นบาสเกตบอลทุกคน คือ เขาอยากเล่นใน NBA แต่ถึงแม้ว่าจะโชว์ฟอร์มจัดจ้านมากขนาดไหน ทำแต้มล้นเหลือขนาดไหน เมื่อตอนที่กำลังจะจบการศึกษาในระดับไฮสกูล จากทุกมหาวิทยาลัยในระดับ Division 1 ทั่วประเทศ กลับมีเพียงแค่ Youngstown State แห่งเดียวเท่านั้นที่ยื่นเสนอทุนนักกีฬาให้คีนน์

แม้ว่า คีนน์ จะรู้ตัวเองว่า เขามีดีมากกว่านี้ แต่เขาก็ต้องจำใจกับตัวเลือกเดียวที่เขามี และก็ทำออกมาให้ดีที่สุด

ในปีแรก กับบทบาทการ์ดตัวสำรอง คีนน์ ทำหน้าที่ได้อย่างมั่นคงด้วยสถิติ 6.6 แต้ม 1.9 รีบาวด์ และ 2.2 แอสสิสต์ ในปีถัดมาโค้ชมีความไว้ใจเขามากขึ้นและได้ปรับให้เป็นตำแหน่งชู๊ตติ้งการ์ดตัวจริง จน คีนน์ สามารถระเบิดฟอร์มออกมาด้วยสถิติ 15.6 แต้ม 3.5 รีบาวด์ และ 2.8 แอสสิสต์ต่อเกม

แต่มันก็ยังไม่พอ

คีนน์ รู้ดีว่า เป้าหมายของเขาคือการเล่น NBA ยิ่งมีคนคอยมองข้ามเขาไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เขามีความพยายามเพิ่มมากขึ้น ด้วยความที่ Youngstown State เป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้ใหญ่นัก ไม่ได้มีโอกาสจัดตารางเจอกับทีมดีๆ ทำให้คีนน์ไม่ได้ปะทะกับผู้เล่นดีๆ คนอื่น โอกาสที่เขาจะสร้างชื่อให้ติดหูเหล่าแมวมองใน NBA อาจจะยาก ยิ่งกับระบบที่ Youngstown State นั้น คีนน์เริ่มรู้สึกว่าเขากำลังโดนจับเล่นในตำแหน่งชู๊ตติ้งการ์ดมากเกินไป และ ถ้าหากว่าเขาอยากก้าวสู่ความสำเร็จในการเป็นนักบาสอาชีพนั้น เขาต้องหาระบบที่พร้อมจะให้เขาได้ฉายแววในฐานะ การ์ดนำทีมมากขึ้น เพื่อให้พร้อมสำหรับการเล่นตำแหน่งการ์ดจ่าย

Photo Credit: Slam Online

คีนน์ จึงตัดสินใจที่จะย้ายไปเล่นที่ Central Michigan University (CMU) แทน ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานคนหนึ่งในวงการบาสเกตบอลมหาวิทยาลัยในอเมริกา

ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะได้ลงเล่นเกมแรกที่ CMU คีนน์ก็สร้างกระแสถึงความเก่งฉกาจของเขาตั้งแตในการฝึกซ้อมแล้ว

ตามกฏระเบียบของ NCAA เมื่อไหร่ที่นักกีฬาทุนมีการย้ายที่เรียนนั้น พวกเขาจะต้องหยุดพักการลงแข่งขัน 1 ปีก่อนที่จะได้ลงแข่งอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ในช่วงเวลา 1 ปีที่พักไปนั้น คีนน์ หมั่นสร้างร่างกาย และ เสริมทักษะให้พร้อม เวลาที่ทีมซ้อมกัน คีนน์ จะอยู่กับทีมผู้เล่นชุดตัวสำรอง เนื่องจากว่ายังไม่สามารถลงเล่นอย่างเป็นทางการได้ในปีแรก และโค้ช คีโน่ เดวิส ก็ได้ออกมายอมรับว่า ผู้เล่นตัวจริงในทีมไม่มีใครที่สามารถหยุด คีนน์ ได้เลย

ในที่สุดในฤดูกาล 2016-2017 แฟนๆ ทั่วประเทศก็ได้เห็นฟอร์มที่ร่ำลือกันของคีนน์กับทีม CMU ซักที และ เขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยการทำเฉลี่ย 30.0 แต้มต่อเกมตลอดทั้งปี ซึ่งรวมไปถึงการระเบิดกระหน่ำ 50 แต้มหนึ่งครั้ง แถมยังมีการทำมากกว่า 40 แต้มอีก 4 ครั้ง

Photo Credit: CMU Athletics

แต้มเฉลี่ยของเขาเป็นยอดการทำแต้มที่มากที่สุดในบรรดาผู้เล่นระดับ NCAA Division 1 ทั่วทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาในปีนั้น อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี (ตั้งแต่ 1997) ที่มีผู้เล่นสามารถทำเฉลี่ย 30 แต้มต่อเกมได้

ในช่วง 15 ปีก่อนหน้านี้ มีผู้เล่นเพียง 2 คนเท่านั้น ที่สามารถทำได้มากกว่า 28.5 แต้มต่อเกมในการเล่นระดับ NCAA Division 1 ซึ่งสองคนนั้นคือ จิมเมอร์ ฟรีเดทท์ (ที่เป็น MVP ในลีกจีนปีที่ผ่านมา)… และ แน่นอน สตีฟเฟ่น เคอร์รี่ นั่นเอง

หลังจากที่โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม คีนน์ตัดสินใจว่าเขารู้สึกพร้อมแล้วที่จะทำตามความฝันขั้นต่อไปของเขา ด้วยการใส่ชื่อตัวเองเข้า NBA Draft ปี 2017


…แต่แล้ว คีนน์ ก็ยังคงประสบกับปัญหาการถูกมองข้ามเช่นเดิม

แม้ว่าเขาจะสามารถโชว์ฟอร์ม โชว์ความมุมานะพยายามในการฝึกซ้อม การพัฒนาตัวเองมาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เขายังไม่ได้แม้แต่จะรับเชิญไป NBA Draft Combine ซึ่งเป็น event ที่นักกีฬาที่กำลังจะเข้า Draft ได้รับโอกาสไปแสดงศักยภาพทางร่างกาย และ ทักษะในการเล่นต่างๆ ต่อหน้า ทีม NBA ทั้งหมด เพื่อสร้างความประทับใจก่อนการ Draft

ผมถือว่ามันคือแรงกระตุ้นนะ [ที่ไม่ได้รับเชิญไป combine] ท้ายสุดแล้วมันก็คือสิ่งที่จะกระตุ้นให้ผมเก่งขึ้นอีกในวันข้างหน้า และ มันเป็นสิ่งที่ผมต้องเจอมาตลอดทั้งชีวิตอยู่แล้ว ผมรู้สึกว่าในการเล่นระดับมหาวิทยาลัย ผมทำในสิ่งที่ไม่มีใครทำได้มานานมากแล้ว และ ผมก็รู้สึกว่าแค่นั้นก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้ผมได้รับโอกาสในการแสดงตัวที่ combine หน่อย แต่ท้ายสุดแล้ว ความจริงก็คือเขาอยากเห็นผู้เล่นคนอื่นมากกว่า ผมไม่กังวลหรอก ท้ายสุดแล้ว ผมก็แค่ต้องทำในสิ่งที่ผมทำได้ ทำในสิ่งที่ผมควบคุมได้คีนน์เคยกล่าวช่วงก่อน NBA Draft 2017 กับ ESPN

แต่เมื่อถึงเวลาของ NBA Draft 2017 ก็ยังไม่มีทีมไหนเลือกเขาอยู่ดี

แม้ว่าจะไม่มีใครเลือกเขาในรอบการ Draft แต่ทีม Washington Wizards ที่เชิญคีนน์ไป try out แยก ยังมีความประทับใจกับเขามากพอที่จะเรียกเขาติดทีม NBA Summer League แล้วก็เข้าอีหรอบเดิมอีกครั้ง

ด้วยโอกาสที่ได้รับอีกครั้ง คีนน์ ก็ทำผลงานได้ดีอีกเช่นเคยด้วยแต้มเฉลี่ย 11.3 แต้มต่อเกมใน NBA Summer League ครั้งนั้น… แต่ด้วยความที่รายชื่อผู้เล่นของทีม Wizards ไม่ลงตัว และ แน่นในตำแหน่งการ์ด คีนน์ ก็เลยไม่ได้โอกาสในการติดทีม และ ต้องเจอกับความผิดหวังอีกครั้ง

ปีที่ผ่านมาหลังจากนั้น คีนน์ ได้เริ่มเล่นระดับอาชีพที่ประเทศอิตาลีกับทีมกายารี่ (Cagliari) เขาก็ยังคงทำแต้มได้ดีเหมือนเดิม ด้วยผลงาน 18.9 แต้ม 4.5 รีบาวด์ และ 2.9 แอสิสต์ ก่อนที่จะมาร่วมกับทีม โมโน แวมไพร์ สำหรับการลุยศึก FIBA Asia Champions Cup 2018 ครั้งนี้


ผมรู้ตัวว่าเป็นผมต้องเป็นม้ามืดมาตลอด ไม่ว่าจะทำอะไร” คีนน์กล่าวกับ Fansidedผมเป็นคนที่ตัวเล็กมาตลอดชีวิต และ มีคนคนคอยบอกว่าผมจะไม่มีโอกาสได้เล่นบาสระดับสูง แม้แต่ตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัย ผมแค่ชอบที่จะทำให้คนเหล่านั้นรู้ตัวว่าพวกเขาคิดผิด

คีนน์ เคยกล่าวไว้ว่าเขารู้ว่าเขาเลือกเกิดไม่ได้ เขาเลือกไม่ได้ว่าจะเกิดมาตัวสูง หรือ ตัวเตี้ย มันคือสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเขา แต่สิ่งที่เขาควบคุมได้ก็คือความตั้งใจในการซ้อม และ ความมุ่งมั่นในการเล่น

เขาพร้อมที่จะทำทุกอย่างให้กับทีม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำแต้ม ที่เขาได้อย่างโดดเด่น หรือ แม้แต่สิ่งอื่นๆ ในสนามที่ทีมต้องการให้เขาทำ เพื่อที่จะสามารถคว้าชัยชนะให้ได้ คีนน์ ก็พร้อมที่จะทำ

Photo Credit: Greg Nelson (Sports Illustrated)

เขาเป็นตัวทำคะแนนที่เฉลี่ย 30 แต้มต่อเกมที่เห็นแก่ตัวน้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาแล้ว” โค้ชเดวิส ของ CMU เคยกล่าวกับ ESPN “เขาคือคนที่มุ่งมั่นกับการคว้าชัยชนะ สำหรับทีมของเขา ส่วนใหญ่แล้วต้องการให้เขาทำแต้มให้ได้มากๆ เพื่อที่จะสามารถชนะได้ แต่ เขาไม่ใช่เพียงแค่ตัวทำแต้มเท่านั้น เพราะเขาทำอะไรอย่างอื่นได้อีกมาก

หากว่าแฟนๆ โมโน แวมไพร์ กำลังกังวลกับคีนน์ การ์ดสายทำแต้มระเบิดระเบ้อ ที่จะเข้ามาสวมบทบาทของ เจสัน บริกแมน การ์ดสายจ่ายปั้นเพื่อนร่วมทีม เขาก็จะบอกว่า ไม่ต้องเป็นห่วงผม เพราะเขาเองก็เล่นตำแหน่งการ์ดจ่ายเป็นหลักมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ เพียงแค่ปรับไปสายทำคะแนนตามความต้องการของทีม

เพราะท้ายที่สุดแล้ว คีนน์ ก็พร้อมที่จะทำทุกสิ่งที่ทีมต้องการ เพื่อให้คว้าชัยชนะมาให้ได้

…แล้วถ้าคุณจะยังไม่เชื่อว่าคีนน์จะทำได้ หรือ ถ้าคุณจะคิดว่าคีนน์ไม่ดีพอ หรือ ตัวเล็กเกินไป ก็ไม่เป็นไร

เพราะมันก็แค่จะกลายเป็นแรงกระตุ้นต่อไปให้ มาร์คัส คีนน์ โชว์ผลงานออกมาให้เห็น ว่าเขาคือของจริง!