เจสัน ริชาร์ดสัน ผู้สร้างแรงบันดาลใจและความหวัง

Home / NBA Basketball, Scoop / เจสัน ริชาร์ดสัน ผู้สร้างแรงบันดาลใจและความหวัง

ยุคก่อนที่ทีม โกลเดน สเตท วอริเออร์ส จะเต็มไปด้วยผู้เล่นระดับแถวหน้าของลีกและกลายเป็นทีมมหาอำนาจแบบในยุคปัจจุบันด้วยการคว้าแชมป์ถึง 3 ครั้งในรอบ 4 ปี สภาพของทีมสะพานทองในยุคก่อนไม่ได้มีสถานะที่สวยหรูแบบนี้และก็เคยผ่านยุคมืดมาอย่างยาวนานเหมือนกัน ในช่วงมืดมนของทีมในยุคนั้น Jason Richardson คือ ชายที่จุดประกายไฟในความสว่างไสวอันน้อยนิดให้แก่ชาวสะพานทอง

ตั้งแต่ปี 1995 ถึงปี 2012 เป็นช่วงเวลาเกือบ 20 ปีนั้น ทีมโกลเดน สเตท วอริเออร์ส เข้ารอบเพลย์ออฟเพียงแค่ 1 ครั้งเท่านั้น ไม่ว่าจะทำอะไร ไม่ว่าจะวนตัวผู้เล่นแบบไหน ก็ดูจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอยู่ตลอดระหว่างช่วงเกือบสองทศวรรษนั้น ในช่วงยุคมืดที่ทีมดูหมดหวังและไร้ทิศทาง มีเพียง เจสัน ริชาร์ดสัน ที่ดูเหมือนจะเป็นตัวจุดประกายความหวังเดียวของทีมในช่วงยุค 2000 ต้นๆ แม้ว่าทีมจะไม่ประสบความสำเร็จเลย แต่เกมแล้วเกมเล่า เจสัน ริชาร์ดสัน ก็ไม่เคยพลาดที่จะคอยเป็นสีสันให้กับคนดูด้วยลีลาการดั๊งค์อันเหินหาวที่ดูราวกับว่าเขากำลังบินอยู่กลางอากาศ ในสภาพทีมที่ไร้ซึ่งความหวัง แต่ ริชาร์ดสัน ก็ยังฉายแววเด่นออกมาและสามารถสร้างความตื่นเต้นให้กับบรรดากองเชียร์ของทีม ด้วยการคว้าแชมป์ Slam Dunk Contest ถึงสองครั้งติดในปี 2002 และ 2003 การดังค์มันเป็นสิ่งที่เขาทำได้และทำได้ดีมาตลอด เขาจึงตัดสินใจที่จะใช้มันเป็นประโยชน์

“First of all, it’s something I always wanted to do since I was a kid; I practiced those dunks over and over at the park once I got old enough to dunk. And second of all, to put the Warriors on the map. To let people know that it was the start of something different.”

“[การดั๊งค์เหล่านั้น]มันเป็นอะไรที่ผมอยากทำมาตั้งแต่เด็กแล้ว ตั้งแต่ผมสามารถดั๊งค์ได้ ผมก็คอยหมั่นซ้อมดั๊งค์ท่าหวือหวาแบบนั้นมาเรื่อยๆ อีกอย่าง การที่ได้โชว์ฟอร์มการดั๊งค์เหล่านั้น มันคือการที่ได้สร้างชื่อเสียงให้ทีมวอริเออร์สอีกด้วย มันเป็นการส่งสัญญาณถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นกับทีมของเรา” ริชาร์ดสันเคยกล่าวไว้ในการสัมภาษณ์กับทีม

ตลอดช่วง 6 ปีที่เขาเล่นอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย เขาเป็นสตาร์ของทีมอย่างไม่ต้องสงสัย ตั้งแต่ถูกดราฟท์เข้ามา เป็นอันดับที่ 5 ในปี 2001 เขาก็สวมบทบาทเป็นกำลังบุกหลักของทีมทันที โดยปีแรกเขาทำได 14.4 แต้มต่อเกมและหลังจากนั้นไม่มีปีไหนที่เขาทำได้ต่ำกว่า 15 แต้มต่อเกมอีกเลย และด้วยความที่เขาเป็นคนที่ดั๊งค์ได้โดดเด่นมาก บางทีมันก็อาจทำให้คนจดจำเขาในฐานะดังค์เกอร์และมองข้ามไปว่า เขาเป็นปีกที่มีทักษะที่ดีมากๆ คนหนึ่ง เขาสามารถที่จะข้ามเข้าไปแล้วปรับร่างกายกลางอากาศได้อย่างอ่อนช้อยเพื่อวางบอลอย่างนิ่มนวล หรือ กระโดดลอยข้ามตัวป้องกันเพื่อยัดสแลมดั๊งอย่างสุดมันส์ก็ได้ นอกจากนั้นแล้ว เขายังเป็นมือยิงสามแต้มที่ร้ายกาจของทีมอีกด้วย


ในช่วงที่เรียกว่าเป็นยุดมืดของทีมวอริเออร์ส มีอยู่ฤดูกาลหนึ่งที่ทุกคนสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ตัว เจสัน ริชาร์ดสัน เองก็เคยกล่าวถึง นั่นคือ ในฤดูกาลช่วงปี 2006-2007 หรือ ที่เรียกทีมกันว่า We Believe ด้วยความสามัคคีกลมเกลียวกันภายในทีม และ ความเชื่อมั่นในตัวเพื่อนร่วมทีมต่อกันและกัน แม้ว่าจะเข้ารอบเพลย์ออฟเป็นทีมอันดับที่ 8 ในสายตะวันตก แถมต้องเจอกับทีมอันดับ 1 อย่างดัลลัส แมฟเวอริกส์ พวกเขาก็ยังเชื่อมั่นในตัวเอง จนสามารถพลิกบทล้มยักษ์และผ่านเข้ารอบไปได้ เป็น การพลิกล็อกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติ NBA ครั้งหนึ่ง… และนี่ คือ ความเปลี่ยนแปลง ที่ ริชาร์ดสันพูดถึง

“Everything comes back to us, the locker room moments, cracking jokes with each other, the brotherhood, the accountability… The six years I’ve been here, I always wanted that and it didn’t happen until my last year here; where guys were really serious about winning games, serious about going out there and playing for each other. Not worrying about who’s scoring, just trying to win the game.”

“[พอผมนึกถึงช่วงเวลาตอนนั้นแล้ว]มันก็คิดถึงนะ ทั้งบรรยากาศในห้องเปลี่ยนชุด การที่หยอกล้อแหย่กัน ความเป็นพี่น้องกัน การที่สามารถวางใจได้ซึ่งกันและกัน ตลอดหกปีที่ผมเล่นที่นี่ ผมอยากได้บรรยากาศแบบนั้นมาตลอด แต่มันก็มาเกิดขึ้นในปีสุดท้ายที่ผมเล่นที่นั่น มันคือกลุ่มที่ทุกคนมุ่งมั่นกับการเอาชนะอย่างจริงจัง และ เล่นเพื่อกันและกัน ไม่มีใครสนใจว่าใครจะทำแต้มเยอะ สนก็แต่การที่จะเอาชนะในเกมเท่านั้น”

หลังจากที่ทุกอย่างดูเหมือนกำลังจะลงตัว ทีมวอริเออร์ส ก็ตัดสินใจเทรด ริชาร์ดสัน ออกไป ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แต่มันก็เป็นโลกแห่งความเป็นจริงในวงการบาสเกตบอลอาชีพ

แต่ไม่ว่าเขาจะเล่นที่ไหน เขาก็ยังเป็นผู้เล่นที่ทำผลงานได้ดี ไม่ว่าจะกับ ชาร์ล็อต บ็อบแคทส์, ฟินิกส์ ซันซ์, ออร์แลนโด เมจิก, หรือ ฟิลาเดลเฟีย เซเวนตี้ซิกเซอร์ เขาทำแต้มได้ในระดับสองหลักมาตลอดก่อนจะเริ่มตกลงในปีสุดท้ายที่เขาเล่นให้กับซิกเซอร์ และในที่สุดก็ตัดสินใจเลิกเล่นในปี 2015 หลังจากที่เซ็นร่วมทีมกับ แอตแลนตา ฮอว์กส์ ไปได้ไม่นาน ด้วยเหตุผลในเรื่องของสุขภาพร่างกาย และ ครอบครัว

“Basketball never lasts forever. You have to do something else with it. I’m definitely doing a lot of different things right now. I’m kind of hiding it from my mom, but I’m going back to school, finishing my degree right now.”

“บาสเกตบอลมันไม่อยู่กับเราตลอดไปหรอก เราต้องใช้ชีวิตในการทำอย่างอื่นบ้าง ตอนนี้ผมเริ่มทำอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้น อย่างนึง ที่ผมยังไม่ได้บอกแม่ผมด้วย ก็คือ ผมกำลังกลับไปเรียนให้จบ และกำลังจะได้รับปริญญาด้วย” ริชาร์ดสันกล่าวเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา

ริชาร์ดสันบอกว่า เขาเรียนจบด้านธุรกิจการกีฬา ซึ่งก็อาจจะไปต่อยอดได้หลายทางทั้งการทำทีม หรือ การเป็นเอเจนท์ ก็เป็นไปได้ แต่ที่แน่ๆ คือ เขายังอยากคลุกคลีกับบาสอยู่ แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในฐานะผู้เล่นก็ตาม


พอเราลองมองย้อนกลับไปในอาชีพการเล่นของ ริชาร์ดสัน เราจะพบว่าเขาคือตัวอย่างของคนที่ไม่เคยย่อท้อ เต็มเปี่ยมไปด้วยทุ่มเท และยังสามารถสนุกกับเกมบาสเกตบอลอยู่เสมอไม่ว่าจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหน แม้ว่าจะตกอยู่ในยุคมืดของทีมวอริเออร์หรือต้องตระเวนเล่นในทีมที่ไร้ทิศทาง และ ไร้อนาคต มาเรื่อยๆ อย่างเช่นทีมซิกเซอร์ในยุคที่ว่ากันว่าถูกวางโครงสร้างให้เป็นทีมที่ห่วยที่สุดเป็นประวัติกาลก็ตาม แต่ตลอดช่วงเวลาทั้งหมดนั้น เขาก็มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้เล่นที่จะคอยสร้างรอยยิ้ม สร้างความสนุกสนาน ให้กับคนดู ไม่ว่าจะด้วยการดังค์ที่น่าอัศจรรย์เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนๆ ที่มาเฝ้ารอชมในแต่ละค่ำคืน การคว้าแชมป์ Slam Dunk Contest สองสมัยซ้อน รวมทั้งการรักษามาตรฐานการเล่นอย่างยอดเยี่ยมในทุกทีมที่เขาเล่นให้ตลอดการเล่นอาชีพของเขา

จนแม้กระทั่งในวันที่เขาเลิกเล่นบาสอาชีพไปแล้ว เขาก็ยังไม่หยุดที่จะคอยพยายามสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กรุ่นหลัง เขาเป็นหนึ่งในนักบาสที่เข้าร่วมแคมป์สอนเด็กให้กับทางทีมโกลเดน สเตท วอริเออร์ส และให้กับทาง NBA…ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ

…เขากำลังจะมาประเทศไทยเพื่อสอนเด็กๆ ในโครงการ Jr. NBA ที่ Stadium29 จังหวัดนนทบุรี ช่วงวันที่ 8-9 กันยายนนี้…

ภาพประกอบบทความจาก Jr. NBA Asia