ลงลึก! วิเคราะห์การเสริมทัพ โมเสส มอร์แกน ซบค่าย “ค้างคาวอมตะ”

Home / ABL, News, Scoop / ลงลึก! วิเคราะห์การเสริมทัพ โมเสส มอร์แกน ซบค่าย “ค้างคาวอมตะ”

หลังจากที่ปล่อยให้ทีมอื่นๆ ใน ASEAN Basketball League (ABL) ต่างปล่อยหมัดเด็ด เสริมทัพกันอย่างดุเดือด ทางทีมโมโน แวมไพร์ เองก็มีการประกาศไพ่สำคัญสำหรับการต่อกรกับทีมต่างๆ ในลีกปีนี้ คือ การตกลงสัญญากับลูกครึ่งไทย-อเมริกัน โมเสส มอร์แกน มาได้สำเร็จ

การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขของความเป็นผู้เล่นประเภท Local ในการแข่งขัน ABL ปีนี้ ทำให้ โมเสส มอร์แกน สามารถย้ายมาร่วมทัพกับทีมค้างคาว อมตะ ได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องใช้โควต้าเป็นผู้เล่นต่างชาติเหมือนปีที่ผ่านๆ มา ซึ่งมอร์แกนสามารถเป็นผู้เล่น Local ได้เนื่องจากมีแม่ที่เกิดที่ไทย

โมเสส มอร์แกน ถือว่าเป็นขาประจำใน ABL โดยมีสถิติการเล่นตลอดการเล่นใน 3 ฤดูกาลที่ผ่านมาอยู่ที่ 16.0 แต้ม และ 6.0 รีบาวด์ต่อเกม ซึ่งมาจากการลงเล่นทั้งหมด 56 เกมกับทีมไซ่ง่อน ฮีต

ก่อนที่เราจะได้เห็นโมเสส มอร์แกนลงเล่นใน ABL ฤดูกาลที่จะถึงนี้กับทีม โมโน แวมไพร์ มาลองวิเคราะห์กันเบาๆ ว่า การเสริมทัพครั้งนี้มีแนวโน้มจะออกมาเป็นอย่างไรได้บ้าง

จุดเด่นของโมเสส มอร์แกน เท่าที่มองเห็นกันมาในฤดูกาลที่ผ่านๆ มานี้ คือความที่เขาสามารถลงเล่นได้หลากหลายตำแหน่งในสนาม โดยเฉพาะในฤดูกาลที่ผ่านมากับไซ่ง่อน ฮีต ซึ่งเขาเป็นตัวกุญแจหลักของแผนการทีมไซ่ง่อน ฮีต ทั้งในด้านเกมรุกและเกมรับ และเล่นมาแล้วแทบจะทุกตำแหน่งยกเว้นแต่เพียงตำแหน่งการ์ดจ่าย แต่หลักๆ ก็จะได้รับบทเล่น ระหว่าง สมอลล์ฟอร์เวิร์ด กับ พาวเวอร์ฟอร์เวิร์ด

เขาคือใคร?

โมเสส มอร์แกน เป็นนักบาสลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ที่แฟนๆ บาสชาวไทยน่าจะคุ้นหน้าคุ้นตากันอย่างดี โดยเล่นในลีกไทย TBL มาแล้วกับทั้งทีม สโมสรการไฟฟ้าฯ และ ทีมแมดโกทส์ มาแล้ว นอกจากนี้แล้วเขายังเคยลงเล่นในนามทีมชาติในรายการ Super Kung Sheung Cup เมื่อปี 2016 ที่ประเทศฮ่องกง อีกด้วย

ในด้านเกมรุก มอร์แกน เป็นคนที่ยิงบอลได้ดี โดยเฉพาะในจังหวะรับบอลแล้วยิง (Catch and Shoot) ซึ่งเขากับระบบที่เขาเล่นปีที่ผ่านมา มอร์แกนฝึกฝนมาอย่างหนักในช่วงปิดฤดูกาลปีที่แล้ว เพื่อเน้นจังหวะการยิงให้แน่นมากขึ้น และ ผลที่ออกมาก็คือ เขามีประสิทธิภาพการยิงที่ดีที่สุดในช่วงการเล่นอาชีพอยู่ที่ 43.8% (และ 41.2% จากระยะสามคะแนน) นอกจากนั้นมอร์แกนยังเป็นคนที่มีฐานร่างกายที่หนา ทำให้เมื่อเขาข้ามเข้าหาห่วง แม้ว่าความเร็วจะตกหล่นไปบ้าง แต่ก็หยุดเขาได้ยาก สิ่งที่อาจจะขาดอยู่บ้างคือการสร้างจังหวะทำคะแนนด้วยตัวเอง แต่ในฤดูกาลที่ผ่านมา การที่เขาไปพัฒนาเรื่องจังหวะการตัดสินใจในการยิง (Shot Selection) ก็ทำให้ลดผลของข้อเสียเปรียบตรงนี้ได้บ้าง

ด้านเกมรับ มอร์แกนจะเสียเปรียบต่อผู้เล่นที่มีความไว ที่ต้องเจอเวลาป้องกันในตำแหน่ง สมอลล์ ฟอร์เวิร์ด จึงมักมีการเปลี่ยนไปประกบกับผู้เล่นตำแหน่งพาวเวอร์ฟอร์เวิร์ดของทีมตรงข้าม ซึ่งเขาทำได้ดี แม้ว่าบางที่จะเสียเปรียบส่วนสูง แต่มอร์แกนสามารถทได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยฐานการทรงตัวที่แข็งแรง ทำให้ตัวประกบของเขาหลุดเขาไปทำจังหวะได้ยาก ข้อดีของลักษณะร่างกายของมอร์แกนอีกข้อก็คือ เขาสามารถกินพื้นที่ในการรีบาวด์ได้มากกว่า ทำให้เขาสามารถเก็บรีบาวด์ได้ถึง 7.0 ครั้งต่อเกมในปีที่ผ่านมา และเขาเป็นคนที่รีบาวด์เสร็จแล้วสามารถเริ่มเกมบุกสวนกลับเองก็ได้

การปรับตัว และ การใช้งานในระบบของ โมโน แวมไพร์

จริงๆ แล้ว โค้ชดั๊กกลัส มาร์ตี้ และ ทีมโมโน แวมไพร์ ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องกับการปรับมอร์แกนเข้าระบบเท่าไหร่นัก เพราะในช่วงปลายปี 2015 ก็ได้ซ้อมร่วมทีมด้วยกันมาแล้วเพื่อเตรียมแข่งรายการ TBSL แต่ก็ไม่สามารถบรรลุตกลงสัญญาในขั้นสุดท้ายกันได้ ทำให้ปีนั้น มอร์แกนไปเสริมทีมไซ่ง่อน ฮีต ในช่วงกลางฤดูกาล ABL แทน

ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ร่วมทีมกันนั้น โมโน แวมไพร์ ที่มีมอร์แกนอยู่ด้วยนั้น ได้มีการลงแข่งขันอุ่นเครื่องกับทีมไซ่ง่อน ฮีต หนึ่งเกม ที่อาจจะทำให้เราสามารถมองเห็นภาพคร่าวๆ ว่า รูปแบบการใช้มอร์แกนที่โค้ชมาร์ตี้วางไว้จะเป็นอย่างไร

ทีมในตอนนั้น ก็ไม่ต่างจากทีมที่คาดว่าจะใช้ในปีนี้เท่าไหร่นัก มี เจสัน บริกแมน เป็นการ์ดจ่าย มีไมค์ ซิงเกิลแทรี่เป็นปีกอีกคน ส่วนผู้เล่นคนไทยก็ชุดคล้ายๆ ชุดปัจจุบัน จุดที่ต่างมากหน่อย ก็คงจะเป็น เรจจี้ จอห์นสัน ที่ตอนนั้นยังเป็นผู้เล่นวงในตัวหลักของทีมอยู่

สิ่งที่เห็นกันในช่วงระยะเวลาสั้นๆ นั้น คือ มันเป็นทีมที่มีการบุกที่กระจายความน่ากลัวอย่างทั่วถึง เพราะทั้ง มอร์แกน ซิงเกิลแทรี่ และ จอห์นสัน ต่างก็เป็นผู้เล่นที่ทำแต้มได้หลากหลาย และจากหลายระยะทำการ ทำให้บริกแมนสามารถสร้างเกมบุกได้อย่างสนุกสนาน

มอร์แกนเป็นคนที่จบจังหวะการทำคะแนนได้ดี แต่การสร้างจังหวะขึ้นมาด้วยตัวเอง อาจจะขาดๆ ตลอดเวลาที่เขาเล่นอยู่กับทีมไซ่ง่อน ฮีต เขาแทบไม่ได้เล่นกับ “การ์ดจ่ายแท้ๆ” เลย ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกับการ์ดสายทำแต้ม อากีม สก็อต ในฤดูกาลที่ผ่านมา หรือ การผสมระหว่าง เดวิด อาร์โนล์ด และ สเตฟาน เหงียน ในฤดูกาลก่อนหน้านี้

การที่เขาจะได้มีบริกแมน สร้างจังหวะการทำแต้มสวยๆ ให้ ดูแล้วน่าจะเปิดโอกาสให้เกมบุกของเขามีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้นอีก อาจจะไม่ได้แปลว่า เขาจะทำแต้มได้มากขึ้นจากปีที่ผ่านๆ มา เพราะ เกมบุกของโมโน มีการกระจายการทำแต้มทั่วถึง แต่การจบสกอร์น่าจะมีความชัวร์มากขึ้น

ดูเผินๆ แล้ว อาจจะมองว่า ไม่ต่างกับชุดรองแชมป์ ABL ปีที่ผ่านมาเท่าไหร่นัก ที่มีการ์ดชาวฟิลิปปินส์ พอล ซามาร์ เป็นปีกทำแต้มอีกตัว… แต่ ก็ต้องมองว่า ซามาร์ มีหลายๆ จังหวะที่เปลี่ยนมาถือตำแหน่งการ์ดจ่ายเอง หรือ สร้างจังหวะการทำแต้มเอง ซึ่งแบ่งเบาภาระการถือบอลของบริกแมนไปได้มาก เมื่อเปลี่ยนมาเป็นมอร์แกนที่มาเล่นในตำแห่งนี้ ก็จะทำให้เป็นหน้าที่ของการ์ดคนอื่นๆ อย่าง “โส” โสฬส สุนทรศิริ หรือ “เจมส์” ศุภวิชญ์ ขุขันถิ่น ที่จะต้องยกระดับการเล่นขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือในด้านการเดินเกมบุกมากขึ้น

เกมรับของโมโน แวมไพร์ ก็จะมีมิติในรูปแบบการเล่นมากขึ้น ด้วยรูปร่างของมอร์แกนอย่างที่กล่าวข้างต้น การที่เขาสามารถเล่นได้หลายๆ ตำแหน่งในเกมรับ ทำให้โค้ชมาร์ตี้มีโอกาสที่จะได้วนลองผู้เล่นอีกหลายๆ ชุดมากขึ้น เพื่อสร้างความหลากหลาย และ ตอบสนองต่อรูปแบบของคู่ต่อสู้ในแต่ละเกม

สรุปโดยรวม

มอร์แกนเป็นหมากสารพัดประโยชน์ซึ่งจะสามารถเชื่อมเกมหลายๆ ด้านของทีมโมโน แวมไพร์เข้าหากันได้ง่ายมากขึ้น ในทีม ABL ชุดปีที่แล้ว บทบาทของผู้เล่นแต่ละคนในทีมยังไม่มีใครที่มีมิติที่หลากหลายมากขนาดนี้ ซึ่งเพิ่มรูปแบบการเล่นได้อีก

โค้ชมาร์ตี้ เป็นโค้ชที่ไม่มีรูปแบบการเล่นที่ตายตัว และ ชอบปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เจอ อีกทั้งยังดูสนุกกับการที่ได้ปรับเปลี่ยน หรือ ได้ทดลองตอบสนองต่อเกมของคู่ต่อสู่อีกด้วย ผู้เล่นอย่างโมเสส มอร์แกน น่าจะทำให้โค้ชดั๊กมีความสนุกสนานในการวางกระบวนทัพเตรียมกันสำหรับฤดูกาลที่จะถึงข้างหน้านี้อย่างแน่นอน

ความคุ้นเคย หรือ ช่วงระยะเวลาในการปรับตัวไม่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับทั้งสองฝ่าย ด้วยความที่เคยซ้อมด้วยกันมาแล้ว อีกทั้งความที่มอร์แกน เล่นในลีก TBL/TBSL มาหลายครั้ง ทำให้เขามีความคุ้นเคยกับเพื่อนร่วมทีมของเขาดี

รอติดตามขุนพลคนใหม่ของทีม โมโน แวมไพร์ ในเกมเปิดสนาม ABL 2018-2019 ได้ในวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่สนาม Stadium29 ในเกมที่เจอกับทีม มาเก๊า แบล็กแบร์!